Allen Ginsberg : บุปผาที่ยังเบ่งบาน

เบื้องหลังของความเป็นจริง

บนลานริมทางรถไฟที่เมืองซานโฮเซ่
ฉันเดินย่างไปอย่างเดียวดาย
ตรงข้ามโรงงานสร้างรถถัง
และหย่อนกายนั่งลงบนม้านั่ง
ใกล้ที่พักพนักงานสับรางรถไฟ 

ดอกไม้หนึ่งทอดตัวบนหญ้าแห้ง
บนทางหลวงลาดยางมะตอย
–ดอกไม้ เจ้าคงหวาดผวา
ฉันคิด–ก้านดอกสีดำดูเปราะบาง
และกลีบในสีเหลืองมอซอ
คราบสีเหลืองดั่งมงกุฎเหนือเศียร
องค์พระเยซู และเปรอะเปื้อน
เหมือนก้อนสำลีแห้งกรัง
ที่ใช้เช็ดหลังโกนหนวด
ซึ่งทิ้งอยู่ในโรงรถมาแรมปี

เหลือง ดอกไม้สีเหลือง และ
ดอกไม้แห่งอุตสาหกรรม
ดอกอุบาทว์ กลีบกระด้างแหลมคม
ถึงอย่างนั้นดอกไม้
รูปทรงนั้นเป็นกุหลาบเหลืองมโหฬาร
เบ่งบานในพื้นที่สมองคุณ
นี่แหละ ดอกไม้ของโลก

ซานโฮเซ่ 1954

ซะการีย์ยา อมตยา แปล
จาก In Back of the Real
ของ Allen Ginsbirg

 

อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsbirg,1929-1997) กวีร่วมสมัยผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน เกิดเมื่อปี 1926 ที่นิววาร์ค มลรัฐนิวเจอร์ซี ปี 1948 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และที่นั่นเขาเริ่มเขียนบทกวี กินสเบิร์กเคยทำงานหลายอาชีพ เช่น พนักงานโกดังสินค้าเรือ ช่างเชื่อม คนล้างจ้าง กระทั่งยามเฝ้าประตู 

ที่ซานฟรานซิสโกกินสเบิร์กและเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นแกนนำกลุ่มวรรณศิลป์ Beat (เป็นกลุ่มวรรณศิลป์ทวนกระแสโด่งดังและมีบทบาทสำคัญทางวรรณศิลป์ในยุค’50 เป็นการรวมตัวกันของกวีและนักเขียนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความสนใจ ความเชื่อ ความสำนึกทางสังคมและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน ร่วมบุกเบิกสร้างงานวรรณศิลป์ วิพากษ์สังคมที่กำลังเสื่อมสลายด้วยหวังว่ากวีนิพนธ์จะสามารถกระตุ้นสำนึกอเมริกันชนให้กลับมาสู่ชีวิตทางจิตวิญญาณ)

ผลงานกวีนิพนธ์เล่มแรกของกินสเบิร์ก Howl (หอน,1955) ฉบับที่พิมพ์ครั้งแรกทั้งหมดถูกทางการจับยึดด้วยข้อหาใช้คำหยาบโลน ภายหลังเสร็จสิ้นคดีฟ้องร้องต่อศาลเทศบาลเมืองซานฟรานซิสโก ผลงานดังกล่าวจึงได้วางจำหน่ายอีกครั้ง และถือเป็นปฐมถ้อยแถลงการณ์ Manefestation ของกลุ่ม Beat ต่อแวดวงกวีนิพนธ์อเมริกัน และกลายเป็นกวีนิพนธ์ที่มีการอ่านอย่างแพร่หลายที่สุดในรอบศตวรรษ มีการแปลมากกว่า 22 ภาษา 

กินสเบิร์กมีบทบาทสำคัญในการทำให้กวีนิพนธ์ขัดกับขนบดั้งเดิมทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบการใช้คำ ตลอดจนการนำเสนอจินตภาพ ผลงานของเขากลายเป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นในกลุ่มนักอ่าน เนื้อหาว่าด้วยการต่อต้านสังคม การเมือง การวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างและกฎเกณฑ์ของสังคมและการเมืองอย่างรุนแรง ขณะสงครามเวียดนามกำลังคุกรุ่น เขาเคยถูกจับในฐานะผู้นำการประท้วงต่อต้านนโยบายเข้าร่วมสงครามของรัฐบาลอเมริกัน โดยสนับสนุนการให้อิสรภาพไร้ขอบเขต ทั้งในเรื่องการแต่งกายและความประพฤติ เขาเคยเปลื้องผ้าอ่านกวีนิพนธ์ต่อหน้าสาธารณชน และแม้เขาจะสนับสนุนการใช้ยาเสพติดอย่างเสรีก็ตาม แต่เขานับเป็นกวีคนแรกๆ ที่แสดงความห่วงใยในเรื่องนิเวศวิทยา ดังกล่าวเขายอมรับว่ากวีนิพนธ์บางบทใน Howl ถูกเขียนขึ้น ขณะเขาตกอยู่ใต้อิทธิพลของยาเสพติด 

ระหว่างปี 1960 และ 70 จากการที่กินสเบิร์กสนใจศึกษาทางจิต ภายใต้การอบรมของเหล่ากูรูและปรมาจารย์เซ็น ผลงานของเขาส่วนใหญ่จึงสะท้อนทัศนคติของตะวันออกโดยมองผ่านสามัญสำนึกตะวันตก การถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาอเมริกันที่ตรงไปตรงมาและบางครั้งหยาบคายซึ่งดูเหมือนกวีมีจุดประสงค์ที่จะทำให้ผู้อ่านและผู้ฟังตะลึงงัน เขากล่าวว่า เขาใช้ภาษาที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน 

กินสเบิร์กใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในยุโรปและตะวันออกไกล และยึดนิวยอร์กเป็นที่พำนักสุดท้าย ในช่วงปัจฉิมวัย เขาเป็นศาสตราจารย์ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นประจำวิทยาลัยบรู๊คลีน และถึงแก่กรรมที่นิวยอร์ก ซิตี้ เมื่อปี 1997 

ในช่วงชีวิตของกินสเบิร์ก เขาได้รับรางวัลทางวรรณกรรมหลายรางวัล เช่น The Woodbury Poetry Prize, A Guggenheim fellowship, The National Book Award for Poetry, NEA Grants และรางวัลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตจาก The Before Columbus Foundation งานประพันธ์ของกินสเบิร์กถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับงานของมหากวีอย่าง Thoreau, Emerson และ Whitman 

และถูกกล่าวขานในฐานะผลงานที่บรรจุไว้ด้วยขนบความรู้อันเก่าแก่

หมายเหตุ: ผลงาน Howl มีแปลพากย์ไทยโดย จิตติ พัวสนธิ คลิกดูรายละเอียด>> หอนและบทกวีอื่นๆ: อัลเลน กินสเบิร์ก

Advertisements

ชีวิตของจินตนาการ, หนึ่งท่วงทำนองเพลง

Gu Cheng and his beloved

 

กู้เฉิง (Gu Cheng ๑๙๕๖๑๙๙๓) กวีจีนร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งและเป็นหนึ่งในกวีกลุ่มกวีสลัวเลือน กู้ก้งผู้บิดาเป็นกวีนักการทหาร ด้วยอยู่ท่ามกลางยุคการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ทำให้กวีนิพนธ์ ดวงตาแห่งความมืดผลงานรวมเล่มเล่มแรกตีพิมพ์ก็ล่วงเข้าปี ค..๑๙๘๖ นับตั้งแต่กลางทศวรรษ๑๙๘๐ งานเขียนของเขามีลักษณะการทดลองมากขึ้นและพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ท่วงทำนองเสนาะอันเป็นที่นิยมกันในกวีนิพนธ์จีน รวมทั้งการใช้องค์ประกอบอุปมาอุปมัยเชิงซ้อนแบบในยุคแรกของตน

บทกวีของกู้เฉิงเป็นที่ดึงดูดและชวนหลงใหลจากผู้อ่านทั่วโลก นักวิจารณ์เรียกเขาว่าเป็นผู้มาแจ้งแห่งความทุกข์ยาก และสำหรับชนร่วมรุ่นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมบทกวีของเขาได้ถูกวางไว้ในใจ

ชีวิตบั้นปลายของกู้เฉิงอยู่บนเกาะ Waiheke Island ประเทศนิวซีแลนด์ โดยเป็นอาจารย์สอนภาษาจีนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Auckland

เดือนตุลาคม ค..๑๙๙๓ กู้เฉิงกระทำอัตวิบาตกรรมด้วยการแขวนคอกับต้นไม้ขณะอายุ ๓๗ ปี ก่อนการปลงชีพตัวเองเขาได้ใช้ขวานฟันศีรษะภรรยา ซึ่งเธอเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

จากคอลัมน์  บุรุษไปรษณีย์ของกวีหนุ่ม โดย ซะการีย์ยา อมตยา ปาจารยสาร ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๔ มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๑ 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทกวีในบทกวีของปาโบล เนรูด้า

บทกวี   

และนั่นคือห้วงเวลาบทกวีได้มาถึง

เพื่อค้นหาฉัน ฉันไม่รู้ ฉันไม่ทราบ

เธอมาจากแห่งหนใด จากแม่น้ำหรือเหมันต์

ฉันไม่รู้เธอมาเมื่อใดและมาได้อย่างไร

ไม่  พวกเธอไม่ใช่เสียง พวกเธอหาใช่

ถ้อยคำ หรือความเงียบงันใดใด

ทว่าบนถนนสายหนึ่งฉันถูกเพรียกหา

จากมวลกิ่งก้านแห่งรัตติกาล

ถ้อยคำหยาบคายจากคนแปลกหน้า

ท่ามกลางกองเพลิงโหมกระหน่ำ

หรือการหวนคืนอย่างเดียวดาย

ที่นั่นฉันปราศจากโฉมหน้า

แล้วเธอได้สัมผัสฉัน     

ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไร ปากของฉัน

ไม่มีทางหลุด

กล่าวนามอันใด

อีกดวงตานั้นก็บอดเสียแล้ว

และบางสิ่งเริ่มต้นในวิญญาณของฉัน

ความป่วยไข้หรือกระทั่งปีกซึ่งถูกหลงลืม

และฉันได้สร้างทางของฉันเอง

ถอดรหัส

ไฟนั้น

และฉันเขียนบรรทัดแรกอันสลัวเลือน

พร่ามัว ไร้สาระ เหลวไหล

อย่างสิ้นเชิง

ภูมิปัญญาอันหมดจด

ของบางคนผู้ซึ่งรู้ถึงความไม่มีอะไรเลย

และทันใด ฉันเห็น

นภากาศ

เคลื่อนคล้อย

และเบิกทาง

หมู่ดาวเคราะห์

มวลพฤกษาสั่นไหว

เงาซึ่งถูกจ้วงแทง

พรุน

ด้วยลูกธนู  อัคคีและบุปผชาติ

ราตรีอันแสนวกวน และจักรวาล    

และฉัน  สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

เมามายด้วยประกายวาวมโหฬาร

ว่างเปล่า

ความเหมือน ภาพจำลอง

ของความลึกลับ

รู้สึกราวเป็นส่วนหนึ่ง

ของหุบเหว

ฉันเคลื่อนเป็นวงด้วยดวงดาวดารดาษ

ดวงใจฉันแหลกสลายสูญหายไปในสายลม   

ปาโบล เนรูด้า

 

 

 

ปาโบล เนรูด้า (Pablo Neruda ๑๙๐๔-๑๙๗๒) เกิดที่

เมืองพาร์รอล ประเทศชิลี เติบโตที่เมืองเทมูโค ที่นั่นซึ่งเขา

ได้พบกับกาเบรียลา มิสทรัล(กวีรางวัลโนเบลคนแรกของ

ชิลี)   ในปี ค.ศ.๑๙๒๐ ได้ไปยังเมืองซานติอาโกเพื่อศึกษาต่อ

และเริ่มตีพิมพ์บทกวี  ในปี ค.ศ.๑๙๒๔ หนังสือ  ยี่สิบ

กวีนิพนธ์แห่งรักและหนึ่งบทเพลงแห่งความสิ้นหวัง อันมี

ชื่อเสียงได้ปรากฏในบรรณพิภพ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๗ ถึง

๑๙๔๓ เนรูด้าใช้ชีวิตในต่างประเทศ  ดำรงตำแหน่งนักการ

ฑูตในกรุงย่างกุ้ง โคลัมโบ บัตตาเวีย สิงคโปร์ บัวโนสไอเรส

บาร์เซโลน่า แมดริด ปารีสและเม็กซิโก้ซีตี้  หลังสงครามโลก

ครั้งที่๒ เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชิลี  ต่อมาถูกเพ่ง

เล็งและมุ่งทำลายล้างจากฝ่ายตรงข้าม เนรูด้าจึงเริ่มชีวิตใน

การอพยพ  ในยุคของเนรูด้าเขาเป็นกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดในลา

ตินอเมริกา  และเดินทางกลับมาตุภูมิในปี ค.ศ.๑๙๕๒   ใน

ปาถกฐารับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ เขากล่าว กวีนั้น

จำต้องบรรลุถึงความสมดุลย์ระหว่างความโดดเดี่ยวกับความ

ปึกแผ่น ระหว่างความรู้สึกและการกระทำ ระหว่าง ลึกซึ้ง

ในตัวตน ลึกซึ้งต่อมนุษยชาติ  และวิวรณ์แห่งธรรมชาติ 

 

 

ปาโบล เนรูด้า ประพันธ์   ซะการีย์ยา อมตยา แปล จากคอลัมน์ บุรุษไปรษณีย์ของกวีหนุ่ม ปาจารยสาร ฉบับที่ ๓ ปีที่ ๓๒ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ 

ฉันปีนต้นไม้เพื่อมองเห็นโลก

aman.jpg

                                                         Photo:Mlle Mathilde

ฉันปีนต้นไม้เพื่อมองเห็นโลก 

บ้านหลังหนึ่งสกัดจากก้อนหิน

พื้น ผนังและประตูหน้าต่างทำด้วยไม้

โต๊ะและเก้าอี้ถูกห่มคลุมไปด้วยฝุ่นผง

ณ ที่นี้ ที่ซึ่งฉันไม่เคยรู้สึกเดี่ยวดาย

ที่ซึ่งฉันรู้สึกถึงบ้าน…  

เพราะฉันสร้างบ้าน

สำหรับเธอ

สำหรับฉัน

กระทั่งมันอันตรธาน

จากเธอ

จากฉัน  

บัดนี้ ถึงเวลาจากลากลายกลับสู่ภัสมธุลี   

ข้างนอกในสวนที่ซึ่งเราเพาะเมล็ดพันธุ์

มีต้นไม้หนึ่งอายุรุ่นคราวเดียวกับฉัน

มวลกิ่งถักทอด้วยสีสันขจีเขียวระบัด

ผืนปรากฏและคลุมสูงเลยถึงเข่าของมัน 

ผ่านรอยแตกของเปลือกผิวฉันปีนสู่ยอด

ฉันปีนต้นไม้เพื่อมองเห็นโลก

ครั้นลมกรรโชกหวนรอบกายเพื่อผลักฉันตก

ฉันเหนี่ยวกระชับเหมือนเช่นที่เธอโอบกอดฉัน

ฉันเหนี่ยวกระชับเหมือนเช่นที่เธอโอบกอดฉัน   

เพราะฉันสร้างบ้าน

สำหรับเธอ

สำหรับฉัน

กระทั่งมันอันตรธาน

จากเธอ

จากฉัน  

ซะการีย์ยา อมตยา แปลจาก To Build a Home by Cinematic Orchestra

อ่านต้นฉบับพร้อมเสียง I climbed the tree to see the world

Jack Kerouac: Book of Haikus

jack.jpg

“Above all, a haiku should be very simple and free of all poetic trickery and make a little picture and yet be as airy and graceful as a Vivaldi pastorella.” —Jack Kerouackerouac_lithograph.jpg

Kerouac lithograph by Carolyn Cassady

บทกวีไฮกุของแจ็ค เคอรูแว็ค

[1]

Early morning yellow flowers,

thinking about

the drunkards of Mexico.

เช้าตรู่มวลดอกไม้สีเหลือง

กำลังคิดเกี่ยวกับ

เหล่าขี้เมาแห่งเม็กซิโก

[2]

No telegram today

—-only more

Leaves fell.

ไม่มีโทรเลขวันนี้

—-เพียงหลาก

ใบไม้ร่วง

[3]

Drunk as a hoot owl,

writing letters

by thunderstorm.

เมามายราวเสียงนกฮูก

เขียนจดหมายหลายฉบับ

ท่ามพายุฝนฟ้าคะนอง

[4]

The tree looks

    Like a dog

Barking at Heaven.

ต้นไม้ดู

   เหมือนหมา

กำลังเห่าฟ้า

[5]

Birds singing

In the dark

–Rainy dawn.

ฝูงนกขับขาน

ในความมืด

—ฝนหล่น

[6]

Tuesday—one more

     drop of rain

From my roof.

อังคาร–อีกหนึ่ง

      หยดเม็ดฝน

จากหลังคาของฉัน

[7] 

The little sparrow

   On my eave drainpipe

is looking around 

นกกระจอกตัวน้อย

     บนชายคาท่อระบายน้ำของฉัน

กำลังมองรอบรอบ >ซะการีย์ยา อมตยา : แปล

Book of Haikus

greatest.jpg

Kerouac’s hand writing :thebeatmuseum.org

Introduction to Poetry

door.jpg

บทกวีนำร่อง 

ผมขอให้พวกเขานำกวีนิพนธ์สักหนึ่งบท

แล้วหยิบยกขึ้นมาทาบวางให้แสงส่องผ่าน

 เหมือนกับฟิล์มสีสไลด์ 

หรือแนบหูสักข้างตรงรวงรังของมัน 

ผมบอกว่า ปล่อยหนูสักตัวลงในกวีนิพนธ์สักบทสิ

แล้วคอยดูว่ามันจะควานหาทางออกได้อย่างไร 

หรือดุ่มเดินเข้าไปในหับห้องแห่งกวี

แล้วคลำไปตามผนังเพื่อค้นหาสวิตช์ไฟ 

ผมอยากให้พวกเขาโลดแล่นเล่นสกีน้ำ

ผาดโผนเหนือผิวหน้าของบทกวีสักบท

โต้คลื่นไปยังชื่อผู้ประพันธ์บนชายฝั่งแห่งนั้น 

แต่สิ่งที่พวกเขาทั้งหมดอยากจะทำ

คือ มัดกวีนิพนธ์บทนั้นไว้กับเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยเชือก

แล้วทรมานทรกรรมให้มันสารภาพออกมา 

พวกเขาเริ่มด้วยการกระหน่ำฟาดมันด้วยท่อน้ำ

เพื่อที่จะเค้นถามว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่! 

บิลลี่ คอล์ลินส์ นิพนธ์   ซะการีย์ยา อมตยา แปล 

จากคอลัมน์ บุรุษไปรษณีย์ของกวีหนุ่ม ปาจารยสาร กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๐ 

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ Introduction to Poetry by Billy Collins

The Republic of poetry

The Republic of Poetry

                                                 ภาพ โดย ธีรพงศ์ เงินถม

สาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

แด่ประเทศชิลี 

ในสาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

ขบวนรถไฟแออัดด้วยปวงกวี

โขยกเขยกล่องใต้กลางสายฝน

ราวหมู่ต้นพลัมเริงระบำ

ฝูงม้าเตะแหวกอากาศ

และวงดนตรีประจำหมู่บ้าน

เดินขบวนมาตามทางเดิน

สวมหมวกกลมสักหลาด เป่าแตร

ตามด้วยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ

ผู้ยื่นจับมือทุกมือ 

ในสาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

บาทหลวงทั้งหลายพิมพ์กาพย์กลอนบทรัตติกาล

ลงบนกล่องช็อกโกแล็ตของอาราม

ทุกครัวในทุกภัตตาคาร

เขียนโคลงเป็นตำรับอาหาร

ตั้งแต่ปลาไหลยันอาร์ติโชก

ซึ่งกวีรับประทานโดยไม่ต้องจ่าย 

ในสาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

ณ สวนสัตว์บรรดากวีขับขาน

แก่ฝูงลิงบาบูน และสัตว์ชั้นสูงทั้งหลาย

เหล่ากวีและฝูงลิงบาบูน

ต่างกรี๊ดเสียงแสดงความปีติแบบเดียวกัน

ในสาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

พวกกวีจะเช่าเฮลิคอปเตอร์

เพื่อระดมทิ้งระเบิดมหาราชวังแห่งชาติ

ด้วยประดาบทกวีที่คั่นหนังสือ

แล้วทุกคนในลานราชวังนั้น

ต่างรีบยื้อแย่งเพื่อคว้าบทกวีสักบท

ซึ่งร่วงพรูลงมาจากฟากฟ้า

จนมองอะไรอื่นไม่เห็น 

ในสาธารณรัฐแห่งกวีนิพนธ์

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สนามบิน

จะไม่อนุญาตให้คุณออกจากประเทศนี้

จนกว่าคุณจะอ่านบทกวีให้หล่อนฟังสักบท

และหล่อนพูดว่า อ่าห์ ! ช่างสวยงาม 

มาร์ติน เอสพาดา ประพันธ์   ซะการีย์ยา อมตยา แปล 

จากคอลัมน์ บุรุษไปรษณีย์ของกวีหนุ่ม ปาจารยสาร เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๐ 

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ The Republic of Poetry