ดอกไม้ที่หลับใหลในฤดูร้อน

Artwork 1893 by Simeon Solomon

ดอกไม้ที่หลับใหลในฤดูร้อน  

เมื่อแสงตะวันเจิดจ้า

แผดเผาทุ่งหญ้าและป่าเขา

ดอกไม้เช่นฉันกลีบเฉา

แห้งเหือดใต้ลมร้อนผ่าว

ก้านดอกลีบซีดเซียว

ใบเขียวถูกแต้มเหลือง

ฉันโน้มกายแทบเท้าพสุธา

สลายร่างที่เคยงดงามรับอรุณ

และหลับใหลตลอดฤดูร้อน

กลิ่นผืนดินแห้งโชยความเหงา

คิดถึงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีผุ

ความฝันเก่าในทุ่งนาที่ถูกพรวนไถ

รอยคราดดังหวีบนศีรษะของนางฟ้า

สายน้ำเจิ่งนองผ่านร่องขุดคันนา

นกนางแอ่นและแมลงปอบินลาดตระเวณ

ฟ้าคึกคะนองประกายแลบปลาบวาบ

เมล็ดพันธุ์แห่งฉันยินแตรสังข์แห่งการฟื้นตื่น

เริงร่าขับขานบทเพลงแห่งชีวิตใหม่

แล้วเราก็ผลิใบแรกชูขึ้นเหนือธรณี

ท้องทุ่งสว่างไสวด้วยเม็ดสีแห่งใบเลี้ยง

ในดวงตาของหญิงสาวมีดอกไม้ผุดพราย

ฝูงลูกวัวป่าหย่านมวิ่งทะยานแล่นทั่วหุบเขา

เมื่อเด็กน้อยหยิบหนังสะติ๊กและถุงผ้าเต็มด้วยก้อนหิน

ฉันกำลังเต้นรำในนิทานเก่าแก่สืบทอดนับพันปี   

                             ซะการีย์ยา อมตยา

                             ฤดูร้อน ๒๕ มีนาคม ๕๑ 

บทกวีในบทกวีของปาโบล เนรูด้า

บทกวี   

และนั่นคือห้วงเวลา…บทกวีได้มาถึง

เพื่อค้นหาฉัน ฉันไม่รู้ ฉันไม่ทราบ

เธอมาจากแห่งหนใด จากแม่น้ำหรือเหมันต์

ฉันไม่รู้เธอมาเมื่อใดและมาได้อย่างไร

ไม่  พวกเธอไม่ใช่เสียง พวกเธอหาใช่

ถ้อยคำ หรือความเงียบงันใดใด

ทว่าบนถนนสายหนึ่งฉันถูกเพรียกหา

จากมวลกิ่งก้านแห่งรัตติกาล

ถ้อยคำหยาบคายจากคนแปลกหน้า

ท่ามกลางกองเพลิงโหมกระหน่ำ

หรือการหวนคืนอย่างเดียวดาย

ณ ที่นั่นฉันปราศจากโฉมหน้า

แล้วเธอได้สัมผัสฉัน     

ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไร ปากของฉัน

ไม่มีทางหลุด

กล่าวนามอันใด

อีกดวงตานั้นก็บอดเสียแล้ว

และบางสิ่งเริ่มต้นในวิญญาณของฉัน

ความป่วยไข้หรือกระทั่งปีกซึ่งถูกหลงลืม

และฉันได้สร้างทางของฉันเอง

ถอดรหัส

ไฟนั้น

และฉันเขียนบรรทัดแรกอันสลัวเลือน

พร่ามัว ไร้สาระ เหลวไหล

อย่างสิ้นเชิง

ภูมิปัญญาอันหมดจด

ของบางคนผู้ซึ่งรู้ถึงความไม่มีอะไรเลย

และทันใด ฉันเห็น

นภากาศ

เคลื่อนคล้อย

และเบิกทาง

หมู่ดาวเคราะห์

มวลพฤกษาสั่นไหว

เงาซึ่งถูกจ้วงแทง

พรุน

ด้วยลูกธนู  อัคคีและบุปผชาติ

ราตรีอันแสนวกวน และจักรวาล    

และฉัน  สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

เมามายด้วยประกายวาวมโหฬาร

ว่างเปล่า

ความเหมือน ภาพจำลอง

ของความลึกลับ

รู้สึกราวเป็นส่วนหนึ่ง

ของหุบเหว

ฉันเคลื่อนเป็นวงด้วยดวงดาวดารดาษ

ดวงใจฉันแหลกสลายสูญหายไปในสายลม   

ปาโบล เนรูด้า
 
 
 
ปาโบล เนรูด้า (Pablo Neruda ๑๙๐๔-๑๙๗๒) เกิดที่
เมืองพาร์รอล ประเทศชิลี เติบโตที่เมืองเทมูโค ที่นั่นซึ่งเขา
ได้พบกับกาเบรียลา มิสทรัล(กวีรางวัลโนเบลคนแรกของ
ชิลี)   ในปี ค.ศ.๑๙๒๐ ได้ไปยังเมืองซานติอาโกเพื่อศึกษาต่อ
และเริ่มตีพิมพ์บทกวี  ในปี ค.ศ.๑๙๒๔ หนังสือ  “ยี่สิบ
กวีนิพนธ์แห่งรักและหนึ่งบทเพลงแห่งความสิ้นหวัง” อันมี
ชื่อเสียงได้ปรากฏในบรรณพิภพ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๗ ถึง
๑๙๔๓ เนรูด้าใช้ชีวิตในต่างประเทศ  ดำรงตำแหน่งนักการ
ฑูตในกรุงย่างกุ้ง โคลัมโบ บัตตาเวีย สิงคโปร์ บัวโนสไอเรส
บาร์เซโลน่า แมดริด [...]

หากฉันมีดวงตา

I f  I  h a d  e y e s 

If I had eyes in the back of my head

I would have told you that

You looked good

As I walked away  

ห า ก ฉั น มี ด ว ง ต า

หากฉันมีดวงตาอยู่ด้านหลังศีรษะ
ฉันคงจะบอกเธอได้ว่า
เธอก็ดูสวยดีนี่
ขณะที่ฉันเดินจากไป 

If I had eyes : Jack Johnson

Listen more from Jack Johnson’s
http://www.myspace.com/jackjohnsonmusic

อุ้มเธอกลับบ้าน

If she had wings she would fly away
and another day God will give her some
Trouble is the only way is down, down down. 

หากเธอมีปีกเธอคงบินลับหาย

และวันต่อมา

พระเจ้าจะทรงประทานความยุ่งเหยิงบางประการแก่เธออีกหน

เพียงทางเดียวที่จะร่วงหล่น ร่วงหล่น ร่วงหล่น

. . . . . . . . .

As strong as you were, tender you go
I’m watching you breathing, for the last time
A song for [...]

ปีกทั้งสามของเธอ

เธอลอยตัวขึ้นสู่ฝัน
เหมือนในนิทานพื้นบ้าน
 สิ่งเล็กเล็กแต่ยิ่งใหญ่

ฉายภาพในจินตนาการ  

… 
ดวงอาทิตย์ของวันอาทิตย์

กรุแสงนวลผ่านทิวไม้

นกน้อยร้องเพลงขับขาน

ในท่วงทำนองปร่าประหลาด

สายน้ำจากสรวงสวรรค์

บางทีอาจเอ่อล้น

ให้ต้นหญ้าและวัชพืช

หายใจและลืมตาดูโลก

….
  

เธอเดินทางในวันวาร

เกลียวกาลขยับคลื่นซัด

ท้องฟ้าโปร่ง..

เธอกางปีกสีขาวทั้งสาม

ทะยานลงจากผาละอองเกสร

มวลดอกไม้แย้มบาน

ต้อนรับการกลับมา

เที่ยวบินยามสาย

โผนเหนือหมู่เมฆ

ร่อนเหนือผิวน้ำ

แล้ววงกลมยักษ์

กลืนกินสรรพสิ่ง

พริบตาอันตรธาน!  

.. 

ซะการีย์ยา อมตยา

๒ มีนาคม ๒๕๕๑

วันอาทิตย์ยามสาย